Saturday, December 9, 2017

CPN

CPN


    2559 บริษัทฯ ได้เปิดศูนย์การค้า ใหม่ 1 แห่ง คือ เซ็นทรัลพลาซา นครศรีธรรมราช เป็นศูนย์การค้าลำดับ  ที ่ 30 และปรับปรุงศูนย์การค้าเก่า

  • พื้นที่ให้เช่ารวม 1,781,642 ตารางเมตร 95% เป็นพื้นที่ให้เช่า
  • ศูนย์การค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในปี 2560-2561

 3 โครงการ ในประเทศ ได้แก่ เซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา เซ็นทรัลพลาซา มหาชัย เซ็นทรัลภูเก็ต
 1 โครงการในต่างประเทศ  เซ็นทรัล ไอ-ซิตี ้  ในประเทศมาเลเซีย


  • สำหรับแผน 5 ปี (ปี 2560-2564)

บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดศูนย์การค้าใหม่ 2-3 โครงการต่อปี และปรับปรุง
ศูนย์การค้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว 2-3 โครงการต่อปี

บริษัทฯ ตัดสินใจลงทุนในธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยรูปแบบคอนโดมิเนียมประมาณ 3 โครงการต่อปี
ภายใต้ชื่อ “ESCENT” บนที่ดินบริเวณศูนย์การค้า 3 โครงการ เชียงใหม่  ระยอง และขอนแก่น โดยโครงการทั้ง 3 แห่ง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี


  • รายได้รวม 29,261 ล้านบาท และและกำไรสุทธิเป็น 9,244  เพิ่มขึ้นประมาณ 13% และ 17%
จากปีก่อนหน้า



Friday, December 8, 2017

FSMART

FSMART
จำนวนตู้ 92,000 ตู้รายงานประจำปี 2559
รายได้
1. ให้บริการผ่านตู้บุญเติม


(Service charge) เก็บจากผู้ใช้บริการ “ตู้บุญเติม” เช่น การเติมเงินโทรศัพท์ 10 บาทจะคิด
ค่าธรรมเนียม   2     บาท เป็นต้น




ในระบบแฟรนไชส์ผ่านผู้แทนบริการ (Agent) กว่า 200 รายทวั่ ประเทศ


61,000 ARPU ราวๆ 27,600บาท


งบลงทุนปี 59 เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ 600-800 ล้านบาท หากมีการเพิ่มตู้เติมเงินใหม่
20,000 ตู้




บริษัทมีการขยายเครือข่ายตู้บุญเติมเพิ่มขึน้ อย่างต่อเนื่อง โดยจานวนตู้บุญเติมนับตัง้
แต่ปี 2555 จนถึงปี 2559


มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 41.2 ต่อปี (CAGR)


Oppday 3Q59
9 เดือนขึ้นตู้ได้โดยเฉลี่ยเดือนละ 3000 ตู้ครับเมื่อเปรียบเทียบปี 58 2000 ตู้ มาร์เก็ตแชร์
เกิน 50%ตลาดรวม 200,000 ตู้


ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป็น ค.6( e-money )
จะทำตลาดในปีหน้า ใช้ B Wallet เข้ามาในการจับตลาดกับสมาร์ตโฟน
Forth smart trading


Market cap ใหญ่สุดใน mai


มีฐานลูกค้าอยู่ 24 ล้าน number มีจำนวนตู้อยู่ 120,000 ตู้
ยอดเติมเงิน Q3 อยู่ที่ 27,000ล้าน กับผู้ใช้บริการ2.1 ล้านหมายเลขต่อวัน
เติบโตขึ้นโดยเฉลี่ย 110 ล้านบาทต่อวัน
ยอดเติมเงินโทรศัพท์มือถือนี้จะมีสัดส่วนอยู่ 79% รองลงมาก็จะเป็น
บริการโอนเงินอยู่ที่ 15%
จำนวนดาวน์ LINE เพิ่มขึ้นเป็น 81% จาก 78%
สามารถซื้อสติ๊กเกอร์ LINE ที่หน้าตู้บุญเติมได้และมีการสะสมแต้มเหมือนเซเว่น


ปัจจุบันอย่าซื้อตู้มาต่อตู้
อัตรากำไรขั้นต้น 23% ลดลงจาก 25% ในปีที่แล้ว
และกำไรสุทธิลดลง 18.7 - 18.4 %เนื่องมาจากการขยายตู้บุญเติมเพิ่มเป็น 3-4 พันตู้
จาก 2,000 ในปีที่แล้ว ARPU ในตู้ใหม่ๆต้องใช้เวลา 3 ถึง 5 เดือนเพื่อให้ capacity เต็ม
  • ค่าเสื่อม
ปัจจุบันซื้อตู้มาในราคาประมาณ 27,000/ค่าเสื่อม 8 ปีตกเดือนละ 300


ค่าเสื่อมต่อปีตกปีละ 3300 บาทต่อตู้
หนี้เป็นเงินกู้ประมาณ 1,000  เงินประกัน 500 ค่าตู้เป็นเจ้าหนี้การ
ค้าเครดิตเทอม 90 วัน




1,500 เครื่อง

ARPU 32,000
  • มีตู้หน้าเซเว่นอยู่ 9000 ARPU สูงกว่าตู้โดยทั่วไป
  • เบอร์เติมเงินมีทั่วประเทศ 60 ล้านเบอร์ เติมผ่านตู้บุญเติมจาก 20 ล้านเบอร์
  • มีเครื่องชั่งน้ำหนักอยู่ 50000 เครื่องรายได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อเดือน
  • ตลาดการเติมเงิน 130,000 -200,000 อยู่ประมาณนั้นน่าจะ 35 ถึง 40 %ต์นะครับส่วนที่ 2 เนี่ยก็จะเป็นพวกบัตรขูด 20 %ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นพวกร้านสะดวกซื้อนะครับรวมถึงเซเว่นอีเลฟเว่น 20 %แล้วก็สูงสุดท้ายก็คือเป็นตู้ atm กับ Mobile App ภาพจะเป็นประมาณนี้


ROBINS

              ROBINS

1.การประกอบธุรกิจ




ปัจจุบันห้างสรรพสินค้าโรบินสันมีสาขาให้บริการ 46 สาขา แบ่งเป็น 44 สาขา

ในเวียดนาม 2 แห่ง โดยมีที่เมืองฮานอย และ เมืองโฮจิมินส์ ตั้งแต่ปี 2557


สินทรัพย์ (ล้านบาท) 2555*   2556    2557    2558    2559
                                 17,100  18,800 23,000 26,000 27,000
รายได้รวม 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 
รายได้จากการขายมี 26,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 892 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 3.5 รายได้รายได้ค่าเช่า 2,900 ล้านบาท 
กำไรสุทธิ  2,815 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.7 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ต้นทุนทางการเงิน 84 ล้านบาท

ฐานะการเงิน

   สินทรัพย์รวม 
27,001 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 941 ล้านบาท หรือร้อยละ 3.6 จากสิ้นปี 2558 และหนี้สินรวมมี10,804 ค่าเสื่อมราคา 1,800
ล้านบาท ลดลง 805 ล้านบาท หรือร้อยละ 6.9 จากสิ้นปี 2558 จากการลดลงของเจ้าหนี้การค้า
  ส่วนของผู้ถือหุ้น16,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,746 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.1 จากสิ้นปี 2558 เนื่องจากผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
โครงสร้างเงินทุน
   หนี้สินรวม 10,804 ล้านบาท โดยมีหนี้สินที่มีภาระ
ดอกเบี้ยอยู่ที่ 3,267 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 16,197 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
เท่ากับ 0.7 เท่า ในขณะที่มีอัตราหนี้สินส่วนที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 0.1 เท่า

   ซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์  (1,698)  (3,330)

   เช่าเพิ่มขึ้น  (297)


โดยในปี 2559 บริษัทฯ ได้เปิดสาขารูปแบบห้างสรรพสินค้า 1 แห่ง อันได้แก่ สาขานครศรีธรรมราช และได้เปิดสาขา โรบินสันไลฟ์สไตล์ ในจังหวัดลพบุรี

แผนการขยายสาขาของบริษัทฯในปี 2560-2562



ทางบริษัทฯมีแผนการขยายสาขาอย่างน้อย 3 สาขาในแต่ละปี โดยแบ่งเป็น ศูนย์การค้า (lifestyle center) 2 สาขา และห้างสรรพสินค้า 1 สาขา






การตลาดและการแข่งขัน


กลุ่มเซ็นทรัล ทั้งหมด 20 สาขา แบ่งเป็นสาขาในกรุงเทพ 13 สาขา และต่างจังหวัด 7 สาขา


กลุ่มเดอะมอลล์ มีสาขารวม 11 สาขา




สภาพคล่องทางการเงิน

ณ 31 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ มีสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 5,700ล้านบาท และมีหนี้ สินหมุนเวียนจำนวน 7,300 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน 0.8 เท่า
มีเงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน จำนวน 3,200 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินหมุนเวียนของบริษัทฯ 
  ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเจ้าหนี้การค้า ร้อยละ 75-80 ของต้นทุนค่าสินค้า
   อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ (ไม่เกิน 1.0 เท่า) 

ทุนจดทะเบียนและทุนเรียกชำระแล้ว  3,900 จำนวนหุ้นสามัญ   1,100 par  3.55    บาท




BPCG

                 BPCGโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น
ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เกินกว่าร้อยละ 90.0
26,942 เมกะวัตต์ คิดเป็นอัตราการเติบโต
เฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่อปี
    ในขณะที่มูลค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้นจาก
6,573 พันล้านบาท เป็น 9,234 พันล้านบาท
เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3.5 ต่อปี
     แผน PDP 2015 ประมาณการอัตราการ
เติบโตเฉลี่ยของความต้องการพลังงานไฟฟ้า
รวมสุทธิของประเทศที่ร้อยละ 2.6 ต่อปี
ระหว่างปี 2557-2579 โดยคาดว่าความ
ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น
อย่างต่อเนื่อง จาก 27,633 เมกะวัตต์ในปี
2557 เป็น 49,655 เมกะวัตต์ในปี 2579
จากนโยบายส่งเสริมดังกล่าวส่งผลให้กำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาจากพลังงานหมุนเวียนมี
เป้าหมายและกลยุทธ์ในการดำเนินงาน

โครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 125.0 MWPPA
โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา  5.0 MWPPA


โครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 30.0 MWPPA
โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา  164.1 MWPPA

รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้า
2557, 2558 และ 
2559
รายได้ตามอัตราค่าพลังงานไฟฟ้าพื้นฐาน 847  912 804
รายได้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) 1,844   2,111  2,023
รวมรายได้ 2,700  3,000 3,380
การตลาดและการแข่งขัน
ความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบ เพิ่มขึ้นจาก 19,325เมกะวัตต์ เป็น

ปริมาณรวมเท่ากับ 7,400 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาจากพลังงาน
แสงอาทิตย์ ร้อยละ 17.5 และพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ร้อยละ 82.5 (ข้อมูล ณ สิ้นปี 2559)

ของบริษัทฯ
กลุ่มบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะลงทุนในโครงการผลิต
ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์
ภายในปี 2563 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
   เช่น
1. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงาน
2. ความร้อนใต้พิภพ
3. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม
4. โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพ
5. โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล
6. โครงการโรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงขยะ เป็นต้น
เข้าซื้อธุรกิจ และ/หรือการพัฒนาโครงการใหม่ โดยเฉพาะ
ในแถบเอเชียเหนือและเอเชียแปซิฟิก

Thursday, December 7, 2017

จ่ายแพงเกินไป

ยกตัวอย่างเช่นถ้ามูราคาที่แท้จริงของบริษัทอยู่ที่ 10 เหรียญต่อหุ้น ถ้าคุณตัดสินใจจ่าย 80 เหรียญเพื่อซื้อหุ้นบริษัทนี้ต้องเติบโต 15% ต่อปีตลอด 15 ปีข้างหน้าขวาที่มูลค่าที่แท้จริงของบริษัทจะมา = ราคาที่คุณได้จ่ายไป

หน้า 34 ศาสตร์แห่งตนเติบโตของเกรแฮม
6. หุ้นตัวที่ชนะจากควบคุมผลตอบแทนของคุณ
ถ้าคุณลงทุนในสามบริษัทแห่งละ 100 เหรียญเท่าๆกันและขาดทุนหมดเลยในหุ้นสองตัวในอีกห้าปีข้างหน้าแต่ตัวหนึ่งราคาขึ้นไป 10 เท่าไม่ ไม่อัตราผลสำเร็จของคุณจะต่ำแต่พ๊อตโตขึ้นจาก 300 เหรียญเป็น 1000 เหรียญคิดเป็นกำไรกว่า 333% สำหรับนักลงทุนในบริษัทเติบโตแล้วคำเก่าแต่โบราณบอกว่า ”ปล่อยให้คุณตัวที่ชนะอยู่ไหนพ๊อต”  นั้นเหมาะสมอย่างยิ่ง

Saturday, January 30, 2016


MonkeyFreeTime

ถ้าติดตามรายการ TV ที่เกี่ยวกับการลงทุน เราอาจเคยได้ยินผู้ประกาศหรือนักวิเคราะห์พูดถึง "หุ้นนำดัชนี" แล้วก็สงสัยว่าอะไรคือหุ้นนำดัชนี และมันมีความสำคัญอย่างไร

ในตลาดหุ้นไทยมีหุ้นอยู่ราว 400-500 ตัว การจะบอกได้ว่า "ภาพรวม" ของตลาดเป็นอย่างไรในวันนี้ทำได้โดยการอ้างถึงดัชนี ไม่ว่าจะเป็น

ดัชนี SET (บอกภาพรวมของหุ้นทั้งตลาด)
ดัชนี SET50 (บอกภาพรวมของหุ้นตัวใหญ่ที่สุด 50 ตัวแรก)
ดัชนีรายอุตสาหกรรม (บอกภาพรวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น กลุ่มแบงก์ กลุ่มพลังงาน ฯลฯ)

ดัชนีที่ใช้กันอยู่ในเมืองไทยนั้นเป็น "ตัวเลข" ที่คำนวณจากมูลค่าตลาด (market cap) ของหุ้นแต่ละตัว ดังนั้นหุ้นไหนตัวใหญ่ เช่น ปตท. หรือ ปูนใหญ่ ก็จะเป็นหุ้นที่มีผลต่อดัชนีค่อนข้างมาก เมื่อราคาหุ้นพวกนี้มีการเคลื่อนไหวจะส่งผลโดยตรงต่อดัชนีทันที

เราอาจไม่เคยได้ยินใครพูดตรงๆ ว่าดัชนีนำหุ้น แต่ในความเป็นจริง เมื่อตลาดหุ้นโดยรวมปรับตัวลง (เช่น ดัชนี SET ลดลง) นักลงทุนก็จะเริ่มกังวลและคิดไปเองว่า "เฮ้ย! หุ้นที่เราถือนี่เดี๋ยวมันจะตกแล้วอ่ะ" พอคิดอย่างนี้หลายคนเข้า หุ้นมันก็เลยตกไปด้วยจริงๆ


ความสัมพันธ์แบบสะท้อนกลับไปมา

เราจะเห็นว่าราคาหุ้นและดัชนีมีผลกระทบที่สะท้อนกลับไปมา ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ทำให้เกิดแรงกระแทกที่เกินจริงเมื่อตลาดหรือหุ้นบางตัวมีการเคลื่อนไหวแรงๆ ผมขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ

เมื่อหุ้นขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง สมมติว่าชื่อหุ้น A มีข่าวมากระทบอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาหุ้นตัวนี้ทรุดลงอย่างรวดเร็ว แรงกระแทกดังกล่าวอาจสะท้อนไปที่เพื่อนบ้าน (หุ้นตัวอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน สมมติว่าชื่อหุ้น B และหุ้น C) ในเวลาใกล้เคียงกันด้วย และสะท้อนต่อไปที่ภาพรวมของอุตสาหกรรม (ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม สมมติว่าชื่อ ABC)

ภาพรวมของอุตสาหกรรม ABC นอกจากจะได้รับผลทางตรงจากหุ้น A แล้ว ยังได้รับผลทางตรงจากหุ้นเพื่อนบ้าน คือ หุ้น B และหุ้น C ไปพร้อมๆ กันด้วย (ผลกระทบจากหุ้น A ไปหาหุ้นเพื่อนบ้านจัดเป็นผลกระทบทางอ้อม แต่การที่หุ้นเพื่อนบ้านส่งผลต่อดัชนีของกลุ่มจัดเป็นผลกระทบทางตรง) คงพอจะนึกภาพออกนะครับ

เราอาจนึกว่าแรงกระแทกนี้จบแล้ว แต่ที่จริงมันกำลังขยายไปสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น การทรุดลงของอุตสาหกรรมดังกล่าวทำให้นักลงทุนในอุตสาหกรรมอื่นๆ หันมาสนใจ โดยเฉพาะถ้าอุตสาหกรรมนั้นมีน้ำหนักอย่างมากต่อดัชนีตลาด พวกเขาเริ่มตั้งคำถามและเตรียมขาย ขณะที่บางคนไม่ตั้งคำถาม แต่ว่าขายเลย แรงขายจึงเริ่มแผ่ไปทั่วทั้งตลาดและกดดันให้พวกคนที่เตรียมขายหันมาขายทันทีไปกับเขาด้วย

ดัชนีตลาด นอกจากจะได้รับผลทางตรงจากอุตสาหกรรม ABC ยังได้รับผลทางตรงจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ต่อจากนี้นักลงทุนทั่วทั้งตลาดเห็นแล้วว่าดัชนีตลาดกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว จึงพากันเทขายหุ้นตามไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่หุ้น beta ต่ำ


กลับสู่ภาวะปกติ

หลังจากที่ตลาดทรุดลงได้พักหนึ่ง (คนอยากขายขายได้หมดแล้ว) คนอยากซื้อก็เริ่มกลับมาเก็บหุ้นในราคาที่ต่ำลง ทำให้ดัชนีเริ่มประคองตัวได้ ภาวะของการตื่นขายก็ค่อยๆ หมดไป หากภาพใหญ่ของตลาดในระยะยาวยังเป็น "ขาขึ้น" แรงซื้อก็จะเริ่มกลับมา สุทธิแล้วหุ้น A อาจจะตกลงแต่ก็ไม่มากเท่ากับทีแรก ส่วนหุ้นตัวอื่นๆ ก็อาจกลับมาเสมอตัวหรือพลิกกลับมาบวกเสียด้วยซ้ำ

ตัวอย่างดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพียงแต่กลไกของมันไม่ค่อยมีใครรู้ สิ่งที่เราสังเกตได้มีเพียงการตอบสนองที่เกินจริงในลักษณะเดียวกับการ "overshoot" ในทางวิศวกรรม และถ้าใครอยู่ในตลาดนานพอก็จะเห็นว่ามันเกิดขึ้นอยู่เสมอๆ




Wednesday, January 13, 2016

เมื่อลองเอางบq3คูณสี่ จะได้กำไรเกือบๆ100ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าPEสี่ไตรมาสข้างหน้ามีโอกาสเหลือ4เท่ากว่าๆเมื่อเทียบกับราคาหุ้น2.76 ณ.วันนี้ครับ 

น ส่วนผลประกอบการในปี 59 นี้ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้กำไรระดับ 2.3 พันล้านบาท หรือ EPS ราว 1.4 บาท ซึ่งถ้าเรา conservative ที่ค่า PE เพียง 10 เท่า จะมีเป้าราคาขั้นต่ำคือ 14 บาทเข้าไปแล้ว จัดว่าราคาหุ้นตอนนี้ bottom มากๆ อ่ะ


ข้อ 3.ต้องมี PEG ratio น้อยกว่า 1 เท่า คือการเทียบค่า P/E ratio กับการเจริญเติบโตของกำไรสุทธิ (Growth) หาโดยเอาค่า P/E ratio ตั้งหารด้วยเปอร์เซ็นต์การเจริญเติบโตนั้น บริษัทใดที่ราคาหุ้นต่ำจะน่าซื้อ ถ้าค่า PEG ratio เกิน 1 แสดงว่าราคาหุ้นสูงเกินไป

สงสัยว่ากำไรของNBCไตรมาส3= 0.20
แต่กำไรของ 2 ไตรมาสแรกแค่ 0.14 เอง
ทำไมพี่นริศถึงประมาณว่ากำไรข้างหน้าน่าจะเป็น 0.2x4อะคับ

นับถือพี่นริศมากครับ :bow: 
ตามอ่านแล้วได้ความรู้จริงๆครับ :D


พี่ไม่ได้ว่า0.2นะ แต่พี่ว่ากำไรq3 มันไม่เท่ากันนะ เพราะหุ้นถูกไดรูทไม่เหมือนกัน (ในq3มีกำไร23.9ล้านบาท ถ้าหาร170ล้านหุ้นก็ได้0.1406บาทต่อหุ้น ได้ปีละ0.562 PE ณ.ตอนนี้ก็4กว่าๆ และที่ประมาณการเท่านั้นเพราะสมมุติว่าถ้ารายได้ไม่เพิ่มเลย แต่ถ้าอนาคตมีการเปลี่ยนผังก็มีความเสี่ยงหรือถ้ามีรายการได้เพิ่มก็ถือว่ากำไรจะเพิ่ม ซึ่งพี่เดาว่า


.กระจายสี่กลุ่มอุตสาหกรรม จากที่พี่มีข้อมูลวิกฤตของโลก5ครั้งที่ผ่านมา ใครกระทบก่อน ใครไม่กระทบ ใครกระทบทีหลัง 
วิธีการประเมิณมูลค่าแบบที่พี่ชงล่าให้ฟังว่าเป็นแบบที่ ถ้ามีคู่แข่งอยากจะมาแข่งขัน คู่แข่งจะต้องใช้เงินลงทุนสร้างธุรกิจนี้มากน้อยเพียงใด เราจะมีวิธีการประมาณการเงินลงทุนในการสร้างธรุกิจได้อย่างไรครับ เพราะเคยสอบถามพีชงเรื่อง AHC พี่ชงก็เคยบอกวิธีคิดลักษณะเดียวกันว่า หากจะสร้างโรงพยาบาลแบบนี้จะต้องใช้เงินลงทุน 2 สาขา ราวราว 1200-1400 ล้านบาท เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะสามารถประมาณการลงทุนสร้างธรุกิจได้อย่างไรจึงจะใกล้เคียงครับ

ส่วนTEAMตัวนี้พี่ก็พลาดขาดทุนไปพอสมควร เพราะความที่พี่ไม่รู้จักจุดตายของธุรกิจประเภทนี้ดีจริง เขาทำธุรกิจOEM ผลิตแผ่นPCBA และ รับจ้างประกอบในกับผู้สั่ง 

ในอดีต หุ้นตัวนี้ค่อนข้างมหัศจรรย์กับการทำกำไรให้กับผู้ถือหุ้น(ROE)สูงมาก ติดต่อกันนาน3-4ปี และมีข่าวการขยายโรงงานใหม่เพื่อที่จะรองรับออร์เดอร์ในอนาคตอีกต่างหาก ช่วงนั้นนี่ฝันหวานเลยครับ 

แต่จุดตายที่พี่ไม่เคยคิดถึงธุรกิจOEMคือ อำนาจการต่อรอง และการพึ่งพาลูกค้ารายใหญ่ ส่วนมากธุรกิจในกลุ่มนี้โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆ จะมีลูกค้าไม่กี่ราย หรือมีรายใหญ่ๆที่กุมหัวใจอยู่ 

และฝันร้ายในตอนนั้นคือ มีการเทคและควบรวมบริษัทที่ต่างประเทศ ลูกค้าของTEAMได้ไปอยู่กับอีกราย ประจวบกับออร์เดอร์ลูกค้ารายใหญ่หายไปหนึ่งราย(ไม่ทราบด้วยสาเหตุใด) จึงทำให้รายได้ในปีถัดหายไปเกือบครึ่ง ในเมื่อสินค้าในกลุ่มโรงงานจะมีfixed costเป็นหลัก ทำให้แทบจะขาดทุนทีเดียว 

TEAMถ้าจะสนใจก็น่าจะเกี่ยวกับผู้บริหารใหม่ที่เป็นฝรั่ง ที่เขาว่าเก่งสามารถหาออร์เดอร์เก่งกว่าทีมงานเดิม เพราะอยู่ในวงการนี้มานาน และคุยภาษาเดียวกัน แต่ก็อย่าไปเชื่อทั้งหมดนะครับ 



ตัวนี้จะเป็นตัวบอกว่าส่วนทุนที่เยอะๆนั้นมาจากกำไรในอดีตที่หามาได้ หรือ มาจากการเพิ่มทุนระดมทุนครับ เช่นบางบริษัทส่วนทุนเป็นบวกและมีเงินสดในมือ ก็ไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมามีกำไรนะครับ ลองไปดูในTRUEเป็นต้นครับ ตามงบq2มีเงินสดและเทียบเท่า6800ล้านบาท ส่วนทุน10000ล้าน แต่ในส่วนของกำไร(ขาดทุน)สะสม ติดลบอยู่46000ล้านบาทครับ 


ขอบคุณพี่นริศมากครับ  ผมมีข้อสงสัยเพิ่มดังนี้ครับ 




1. แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า กำไรสะสมที่ไม่จัดสรรที่แสดงเป็นกำไรจากอดีตหรือเพิ่มทุนครับ และ 

2 มีข้อดีข้อเสียอย่างไรครับพี่ ถ้าส่วนเพิ่มทุนเยอะครับ 

3.ผมเข้าใจถกไหมครับ  สมมุติปีที่แล้ว มีกำไรที่ยังไม่ได้จัดสรร 10000 ล้าน 
ถ้าปีนี้กำไรสุทธิ 1000 ล้าน  จ่ายปันผล 100 ล้าน ซื้อหุ้นคืน 100 ล้าน ลงทุน 500 ล้าน เหลือ 1000-100-100-500=300 ล้าน แล้วเอา ไปรวมกับ 10000 ล้านที่สะสมมา เป็น 10300 ล้าน  แล้วส่วนที่เป็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด สมมุติปีที่แล้ว มี 800  ล้าน พอมาปีนี้จะเอา 300 ล้านที่เหลือ ไปบวกรึป่าวครับ และอาจจะมี แล้วพวกตราสารต่างๆ มันมาจาก ส่วนไหนครับ เอาเฉพาะของปีนี้นะครับ  ขอบคุณครับ


ข้างต้นใช้ได้กับกรณีเหมือนเราๆ ท่านๆ ที่ไปซื้อหุ้น รายการถือเป็นเงินลงทุนทั่วไป (investment) เท่านั้น

แต่ JAMART ถือหุ้น SINGER เกิน 20% แล้ว วิธีข้างต้นใช้ไม่ได้ แต่ต้องเอางบคิดครับ เพราะเข้าข่ายบริษัทย่อย
(ปกติ คิด threshold แต่ละระดับ มี 3 ขั้น <20%=เงินลงทุนทั่วไป, 20%-50%=บริษัทย่อย, >50% = บริษัทร่วม)
เพราะการเข้าไปถือหุ้นลงทุนเยอะๆ ล้ำลึกไปกว่า การแค่ซื้อหุ้นมาแล้วรอขายเอากำไรส่วนต่างหรือขาดทุนส่วนต่างเท่านั้น

24.99% ต้องเอากำไร-ขาดทุนและปันผล ของบริษัทย่อยมาคิด แบบที่เรียกว่า equity method วิธีส่วนได้เสีย
คือคิดตามสัดส่วนได้เสียเป็น % ที่เข้าไปถือหุ้น
SINGER ถึงจะกำไรลดลง แต่ก็ไม่ใช่ขาดทุน และถ้าปันผล เงินสดก็เอามาหักออกจากเงินที่ลงทุนไปในบริษัทร่วมได้

_________________
มีกระแสน้ำสายหนึ่งในกิจกรรมของคน ซึ่งเมื่อมันไหลบ่าท่วมท้น จะนำไปสู่ความมั่งคั่งมหาศาล :Philip 

A. Fisher 


ถามพี่นริศเรื่องของสวยของงามหน่อย
มี pranda ,sawang ,GFM อันนี้ เครื่องประดับเงิน ทอง และ แพตตินั่ม
thl ทำเหมืองทอง
และ ตัวล่าสุด JUBILE ทำการขายเพชร และเครื่องประดับที่เป็นเพชร

พี่คิดว่าหุ้นกลุ่มนี้ เป็นหุ้นที่ตามวัฏจักรหรือเปล่าครับ

แล้ว หุ้นกลุ่มนี้พี่คิดว่ามีศักยภาพสู้คู่แข่งที่เป็นต่างชาติได้หรือเปล่าครับ
:)


ตามความเข้าใจของพี่..การที่เราจะแยกว่าหุ้นตัวไหนเป็นวัฎจักรหรือเปล่าและบริษัทมีความอ่อนไหวต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์มากน้อยแค่ไหนคงดูจากสองสิ่งครับ 
1.ความแปรปรวนทางด้านต้นทุนวัตถุดิบ หลายๆบริษัทมีความแปรปรวนทางด้านวัตถุดิบมากๆเพราะต้นทุนหลักๆเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ เช่นTF PB TWFP KASET ได้ใช้วัตถุดิบหลักๆคือสินค้าเกษตร 
2.ความแปรปรวนทางด้านราคาขาย หลายๆบริษัทมีความแปรปรวนทางด้านราคาขายมากน้อยต่างกันจาก "ความพึงพอใจ และ อำนาจการต่อรอง"ของลูกค้าที่แตกต่างกัน เช่นTF PB TWFP KASET ก็มีGPMและความสามารถในการปรับราคาที่ช้าเร็วต่างกัน 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตามหลักการบันทึกบัญชีมีหลากหลายรูปแบบในการบัญทึกทำให้เราไม่สามารถเปรียบเทียบแต่ละบริษัทได้โดยตรง เช่นบางบริษัทอาจจะมีสต๊อกมากน้อยหรือป้องกันความเสี่ยงทางวัตถุดิบไว้สั้นยาวแตกต่างกัน 

แต่เรามีจุดที่เราสามารถดูง่ายๆได้ว่าบ.ที่เราจะลงทุนเป็นหุ้นประเภทไหนจากผลที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ถ้าในระยะ10-20ปีที่ผ่านมา บริษัทไหนมีความสม่ำเสมอของGPMไม่แปรปรวนมาก ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าบ.นั้นๆไม่ใช่หุ้นวัฎจักร แต่ถ้าสามารถกำไรได้เพิ่มเป็นเท่าทั้งๆที่ยอดขายเพิ่ม20%หรือสามารถขาดทุนได้โดยยอดขายแทบไม่ลดเลย สิ่งเหล่านี้ก็บ่งบอกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าเรากำลังเล่นกับอะไรอยู่ 

พี่ไม่รู้ว่าคำว่าต่างชาติของพี่มิ.ครอบคลุมไปในสิ่งไหนอย่างไร....พี่ขอพูดถึงจุดแข็งที่คนไทยไม่เป็นรองใครดีกว่านะครับ

_________________

manter

🐂⚡️🥫ศึกสงครามเครื่องดื่มชูกำลัง ราคาหุ้น Coca Cola (Monster) และ KDP (Ghost) มีโอกาสปรับขึ้นมากแค่ไหนจากกำไรจากธุรกิจเครื่องดื่มชูกำลัง ? ...