ลักษณะธุระกิจ
ความงาม กำไรขั้นต้นสูง
เกี่ยวกับรัฐจะได้เงินช้า
เศรษฐกิจ เริ่มฟืน
การมอง Business model ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวม / Natural selection ในระบบทุนนิยม / Megatrend
การแบ่งหุ้นเป็น 6 ประเภทตามแบบฉบับของ Peter Lynch
- ประเภท 1 - 3 ( หุ้นโตช้า, หุ้นแข็งแกร่ง, หุ้นโตเร็ว ) ใช้การเติบโตเป็นตัวแบ่ง ดังนั้นความสามารถในการเติบโตวธุรกิจหรือการเติบโตของกำไรเป็นที่สิ่งสำคัญมาก
- ชนิดของการจำแนกหุ้นเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา
- หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นปันผล (ธุรกิจอิ่มตัว ไม่เติบโตแล้ว) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้นวัฎจักร (กำไรขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ) ..หุ้นเติบโตอาจจะกลายเป็นหุ้น Asset play ได้ (สินทรัพย์ที่ซื้อมาในช่วงธุรกิจเติบโตมีมูลค่าสูงขึ้นมาก)
Singer เป๊นธุรกิจแบบบินก่อนผ่อนทีหลัง
- ในขณะเดียวกันหุ้นชนิดอื่นอาจจะกลายเป็นหุ้นเติบโตได้เช่นกันถ้าปัจจัยพื้นฐานเอิ้ออำนวย หุ้น turn around บางตัวพอ turn จบกลายเป็นหุ้นเติบโตต่อเนื่อง หุ้นวัฎจักรบางตัวมีแผนการเติบโตที่ชัดเจนและ Demand สินค้าสูงอย่างต่อเนื่องระยะยาว...เราจะมองหุ้นเหล่านี้ด้วย Model ของหุ้นเติบโต หุ้น Asset play บางตัวมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำธุรกิจใหม่...แล้วปรากฎว่าเข้าได้กับ Model ของหุ้นเติบโต
- ดังนั้น...อย่ายึดติด "ชื่อหุ้น" กับชนิดของหุ้น เพราะชนิดของหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าเหตุของมันเปลี่ยน (พื้นฐานเปลี่ยน)
แต่ความจริงแล้ว...อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถล่วงรู้ได้
- เรามักจะชอบฟังความของผู้เชี่ยวชาญ...กูรูทั้งหลายเรื่องอนาคต เพราะเรากลัวและไม่มั่นใจกับอนาคต
ทุกอย่างต้องเกิดจากเหตุไปสู่ผล ผลเกิดจากเหตุและปัจจัย
- ถ้าเราไม่รู้เหตุและปัจจัยเราจะไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ ...แต่ถ้าเราทราบเหตุปัจจัยที่มีผลในทุกเหตุปัจจัย...เราจะทำนายผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ
หุ้นที่ราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่า มี MOS การรู้จักกระจายความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม
สำหรับหุ้นเติบโตที่มีคุณภาพ PE ปัจจุบันอาจจะดูสูง...แต่เมื่อใช้ Earning ของอนาคต เช่น 1 ปีข้างหน้า หรือ 5 - 10 ปีข้างหน้าจะพบว่า Forward PE เมื่อใช้ราคาปัจจุบันหารด้วยกำไรของอนาคตจะมีค่าน้อยลงมากทีเดียวครับ
Logistic, Transport การขนส่ง เนื่องจากการเกิด FTA เขตการค้าเสรี ไม่มีการตั้งกำแพงภาษี การเคลื่อนย้ายสินค้าและบริการทำได้อย่างอิสระ ต้นทุนที่เกิดคือค่าขนส่ง
บริษัทที่ผลิตมือถือ Smart phone - บริษัทที่ให้สัญญาณโทรศัพท์ - บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนมือถือ - บริษัทที่ขายมือถือ - บริษัทที่ให้บริการสัญญาณอินเตอร์เนต - บริษัทที่ให้บริการทางอินเตอร์เนต พวก Application - บริษัทที่ทำ E-commerce เป็นต้น)
- คนรุ่นใหม่ชอบอยู่คอนโดในเมืองมากขึ้น
(บริษัทที่ขายคอนโด - ธุรกิจรถไฟฟ้า - บริษัทที่ขายวัสดุก่อสร้างให้คอนโด - บริษัทที่รับเหมาก่อสร้างให้คอนโด - บริษัทที่ขายเฟอร์นิเจอร์ให้คอนโด - บริษัทที่ขายสาธารณูปโภคให้คอนโด เช่น สัญญาณอินเตอร์เนต ทีวี น้ำ ไฟฟ้า เป็นต้น)
- การคิดเชิงระบบทำให้เราคิดได้ไกลกว่าสิ่งที่เราเห็น...มองแนวโน้มเดียวเห็นได้หลายอุตสาหกรรมที่เติบโตได้
- แต่ทั้งนี้ขึ้นกับรายได้ของสินค้าจากแนวโน้มที่เราเห็นว่าเติบโตเป็นสัดส่วนเท่าใดของรายได้ของบริษัท ค่อยพิจารณาอีกครั้งว่าบริษัทใดเป็นบริษัทที่เติบโต
ยกตัวอย่าง การประเมินสภาพแวดล้อม (ปัจจัยภายนอก)
- Demand trend ของสินค้าและบริการเติบโต
- การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้า
- การพัฒนาสินค้าทดแทนที่คุณภาพดีกว่า...ราคาถูกกว่า
- ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ความสามารถในการปรับตัวตามสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป
- มาตราการ, นโยบายของรัฐบาล
การประเมินบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน
- ปัจจัยภายนอก - สภาพแวดล้อม เช่น Demand trend เป็นต้น
- ปัจจัยภายใน - DCA, SWOT analysis, งบการเงิน เป็นต้น
เวลาบริษัทจะมีการเติบโตขึ้นมาได้ต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสินค้าและบริการในระดับสูง (Demand trend ขาขึ้น) และความสามารถในการแข่งขันมากกว่าบริษัทอื่นในอุตสาหกรรม (DCA) ซึ่งหุ้นเติบโตจะมีการคิดค้นนวัตกรรม (Innovation) ที่ทำให้บริษัทเกิดความแตกต่าง (Differentiation) เพื่อที่จะก้าวมาเป็นผู้นำหรือผู้เล่นแนวหน้าในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ในบางอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตจะมีการใช้เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เช่น อุตสาหรกรรม Information technology (IT), Bio technology, Nanotechnology, etc. การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่เข้าได้กับความต้องการของผู้บริโภคถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายการอยู่รอดและเติบโตของบริษัท อย่างสินค้า IT ทุกคนรู้ดีว่าสินค้าตกรุ่นเร็วขนาดไหน
เครื่องทำนํ้าอุ่นขายไม่ออกถ้า หน้าหนาวแล้วไม่หนาว
ผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯจะเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นโดยที่ไม่อิงฤดูกาล
การวิเคราะห์ธุรกิจ
เวปรัฐบาลหรือหนังสือพิมพ์,บทวิเคราะห์ ส่งเสริมการลงทุน ที่มีตัวเลขต่างๆ
เช่น .ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ธุรกิจเกษตรจะมีราคาขายผันผวนตามสภาวะตลาด ซึ่งจะมีผลต่อการเติบโตของยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้น ธุรกิจโรงแรมจะมีความผันผวนตามฤดูกาล เพราะฉะนั้นงบในไตรมาส 1 และ 4 จะสูงกว่าอีกสองไตรมาสมาก
สร้างโมเดลในการประเมิน (Creating a Model)
ถ้าธุรกิจมีรายได้เติบโตแค่ปีละ 3% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาแต่ปีนี้ผู้บริหารให้เป้า 20% เราต้องสงสัยแล้วว่าจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ขนาดนั้น หลังจากนั้นเราก็ต้องทำการ “เลือกเชื่อ” ว่าเราจะนำตัวเลขไหนมาใช้ในการประเมินกำไร
ประเมินกำไรจากสมมติฐาน (Forecasting)
โดยนำตัวเลขสมมติฐานที่ได้มาทำการประมาณการกำไร ตัวเลขเหล่านี้ควรรวมถึง (แต่อาจจะมีมากกว่านี้) อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนของยอดขายรวม อัตราภาษี ค่าใช้จ่ายทางการเงิน ในบางธุรกิจอาจจะมี กำไร(ขาดทุน)จากอัตราแลกเปลี่ยน ค่าใช้จ่ายจากการขายสินทรัพย์ และอื่นๆ ซึ่งวิธีการประเมินอาจจะขึ้นอยู่กับว่ารายการนั้นมีนัยสำคัญต่อการประเมินของเราหรือไม่ ถ้าไม่มีก็สามารถตัดทิ้งได้ แต่ถ้ามีเราอาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติม
4. เปรียบเทียบตัวเลขที่ทำได้กับแหล่งอ้างอิงอื่นๆ (Benchmarking)
นำตัวเลขที่ได้มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้บริหารให้ไว้ รวมถึงเปรียบเทียบตัวเลขกับบทวิเคราะห์ว่าผลกำไรที่เราประเมินได้มากหรือน้อยกว่าอย่างไร อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ได้ตัวเลขใกล้เคียงกับนักวิเคราะห์อาจจะไม่ได้แปลว่ามันถูกต้องเสมอไป การได้ตัวเลขที่น้อยกว่าหรือมากกว่ามากๆบางครั้งอาจจะถูกก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วขึ้นอยู่สมมติฐานของเรา สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราต้องตอบให้ได้ว่า “ทำไม” ตัวเลขเราถึงแตกต่างกับคนอื่นๆ
หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว มักจะมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ การประเมินรายได้ของหุ้นพวกนี้อาจจะใช้อัตราการเติบโตในอดีตได้ แต่สำหรับหุ้นที่มีรายได้ในอดีตไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่มีผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ การใช้ตัวเลขในอดีตอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลการจากทางผู้บริหารประกอบ อย่างไรก็ตามเราต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกค้าน้อยราย หรือบริษัทที่ไม่มีลูกค้าประจำหรือไม่สามารถกำหนดราคาขายแน่นอนได้ บริษัทเหล่านี้เราต้องมี “ส่วนเผื่อสำหรับข้อผิดพลาด” ไว้บ้าง
ต้นทุนของธุรกิจหลักๆมีสองส่วนคือ ต้นทุนในการขาย (Cost of Good Sold หรือ COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (Sale, General & Admin หรือ SG&A) ในการวิเคราะห์เราต้องมองให้ออกว่าทั้ง COGS และ SG&A มีส่วนไหนบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายทีแปรผันตามยอดขาย ธุรกิจโรงแรมจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ค่อนข้างเยอะจากค่าเสื่อมราคา ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายในวัฏจักรขาขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรเติบโต (รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า) แต่ในขณะที่ธุรกิจเกษตรอาจจะมีต้นทุนแปรผันเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของยอดขายอาจจะไม่ได้ถึงอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น (สำหรับธุรกิจนี้ ต้องมองกันที่ราคาขายและราคาของวัตถุดิบเป็นหลักๆ)
ต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด
สองอย่างนี้ใกล้กันจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดดีจะมีเงินเหลือไปจ่ายหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องใช้Working Capitalหรือเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมาก อาจจะต้องอาศัยการกู้ยืมที่มากขึ้นถ้าธุรกิจจะต้องการเติบโต การวิเคราะห์โดยละเอียดจะทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่เราสามารถทำได้คร่าวๆโดยการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยเงินที่ใช้ในการลงทุนติดลบมากๆ บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการกู้เงินจากธนาคารหรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทต้องใช้
ผลกระทบจาก Dilution
การออก Warrant การเพิ่มทุน การจ่ายหุ้นปันผล จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนหลายท่านประเมินมูลค่าโดยที่ยังไม่ได้นำหุ้นส่วนเพิ่มนี้มารวม ทำให้ได้ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงเกินจริง สุดท้ายแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ EPS ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด
ทำการ BENCHMARK ตัวเลข
แน่นอนว่าการเปรียบเทียบกับตัวเลขจริง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าตัวเลขที่เราทำออกมาเป็นอย่างไรก่อนที่จะรู้ผล วิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการเปรียบเทียบตัวเลขของเรากับบทวิเคราะห์ โดยหลักผมจะเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไร และกำไรต่อหุ้น ในอีก 3 ปีข้างหน้า กับบทวิเคราะห์อย่างน้อยซัก 2 – 3 ฉบับ
ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่มีความเป็นวัฏจักร มีราคาหรือต้นทุนที่ผันผวน มีลูกค้าน้อยราย เช่น ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ หุ้นที่มียอดขายไม่สม่ำเสมอ เช่น รับเหมา จะสามารถประเมินกำไรในอนาคตได้ยากกว่าธุรกิจที่มีลูกค้าหลายราย มีการซื้อซ้ำ และราคาขายและต้นทุนไม่ผันผวน ยกตัวอย่างหุ้น หุ้นกลุ่ม OEM กับ หุ้นค้าปลีก แต่ OEM ถ้าดีก็จะดีใจหาย แต่ถ้าลูกค้ารายหลักๆหายไปซักรายก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินเป็นอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งผู้บริหารก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) ส่วนค้าปลีกก็ไม่ได้ว่าประเมินได้ง่ายเสมอไปเพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนอาจจะเพิ่มในขณะที่กำลังซื้อถดถอย ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2014 ที่ผ่านมา หุ้นค้าปลีกส่วนมากมีผลประกอบที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามความแน่นอนของการคาดการณ์งบการเงินของหุ้นค้าปลีกจะมีความแน่นอนกว่ามาก แต่ถ้ามองในมุมของการประเมินมูลค่า PE ที่สูงของหุ้นพวกนี้ (เทียบกับหุ้นค้าปลีกในต่างประเทศ) ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ
เชื่อผู้บริหารมากเกินไป
นักลงทุนหลายๆคนไม่ได้ติดตามว่าสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดในอดีต ทำให้ “ตีความ” ข้อมูลที่ผู้บริหารให้สูงหรือต่ำเกินจริง ผู้บริหารบางท่านเป็นนัก “ขายฝัน” มีโปรเจคเยอะ บอกว่าจะขยายให้ได้ 100 – 200 สาขา แต่พอทำจริงๆอาจจะไม่ถึง 10 สาขา นักลงทุนที่ไม่เคยติดตามผลงานก็ต้อง “ฝันสลาย” ไปตามๆกัน แต่ถ้าเราย้อนไปศึกษาข้อมูลในอดีตซักนิด ก็จะพบว่าผู้บริหารท่านนั้นมี Track Record ที่ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ทำไม่ค่อยได้
แต่ถ้าสภาวะการณ์พลิกผัน เป้าหมายของผู้บริหารก็อาจจะดู “เกินจริง” ขึ้นมาทันที
ไม่ได้พิจารณาความน่าจะเป็นของงบที่อาจจะเกิดขึ้น
กรณีปรกติ (Base Case) หรือ กรณีดีสุดๆ (Best Case) แต่ไม่ได้เพื่อโอกาสไว้สำหรับกรณีแย่สุดๆ (Worst Case)
“หุ้นตามกระแสนิยม” มาแรง ราคาตลาดอาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หุ้นที่ Hot และเป็นที่นิยมก็จะมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มก็จะไม่มีใครเหลียวแล และนั่นก็อาจจะเป็นโอกาสในการซื้อกิจการที่ดี แข็งแกร่ง มีการเติบโต
(Value added) เช่น เราคงไม่ซื้อโค้กด้วยราคาที่ซื้อ น้ำ น้ำตาล แก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่เราซื้อโค้กด้วยราคาที่แพงกว่าต้นทุนเหล่านี้เพราะมูลค่าที่บริษัทโค้กสร้างขึ้นนั่นเอง
บริษัทก็ควรจะมีแนวทางให้ลูกค้าใช้สินค้าและบริการบ่อยขึ้น ซื้อซ้ำบ่อยๆ ใช้สินค้าและบริการที่มีราคาแพงขึ้น โดยคิดเป็นรายได้ต่อลูกค้าแต่ละคนเพิ่มขึ้น เช่น ซื้อของเพิ่มขึ้นจะได้ลดราคาเวลาไปห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ การให้บริการเสริมของโทรศัพท์มือถือ การเพิ่มความเร็วอินเตอร์เนตซึ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม เป็นต้น
Fixed cost หรือ ต้นทุนคงที่ เป็นต้นทุนที่อย่างไรบริษัทก็ต้องจ่ายไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม เช่น ค่าเสื่อมราคาของตึก อาคาร ค่าใช้จ่ายพนักงานประจำ ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์หรือโรงงาน ดอกเบี้ยที่กู้มาด้วยอัตราคงที่ เป็นต้น
-Variable cost หรือต้นทุนแปรผัน เป็นต้นทุนที่เพิ่มตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้า ยิ่งผลิตสินค้ามากยิ่งต้องซื้อและใช้ทุนในการผลิตสูงขึ้น ค่าตอบแทนพนักงานหรือผู้บริหารที่คิดตามยอดขาย เงินโบนัสที่คิดจากกำไรของบริษัท เป็นต้น
การประหยัดต่อขนาด (Economy of scale)
นอกจากนั้นเมื่อรายได้ของบริษัทโตไปจนถึงจุดหนึ่ง จะเกิดการประหยัดต่อขนาด หมายถึง การที่รายได้สูงกว่าต้นทุนคงที่มากๆ และการที่ต้นทุนแปรผันไม่เพิ่มขึ้นมากตามรายได้ กำไรจะเพิ่มขึ้นมาก
เช่น การขายของต่อสาขาได้เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ใช้ค่าพนักงานและสถานที่เท่าๆเดิม แต่พอรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาก็เป็นกำไรเกือบทั้งหมด
ดังนั้นการประหยัดต่อขนาดย่อมเป็นสิ่งที่น่าสนใจ (มาก)
ตัวอย่างของหุ้นวัฎจักร เช่น บริษัทรถยนต์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์ สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ (สินค้าฟุ่มเฟือยไม่นับรวม โลหะทอง โลหะเงิน และสินค้าอื่นๆที่มีคุณค่าในเชิงการลงทุนนะครับ) เพราะช่วงคนเรารายได้น้อยจะดูแลเรื่องปากท้อง พยายามประหยัด บ้านที่พออยู่ได้ก็อยู่ไปก่อน รถพอขับได้ก็ขับไปก่อนหรือขึ้นขนส่งมวลชนไป เมื่อเศรษฐกิจเมฟื้นตัว ผู้คนรายได้เพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคกลับมา ความต้องการสินค้าที่ถูกกดเก็บไว้หลายปีก็ถูกแสดงออก ยอดขายบ้านขายรถ สินค้าฟุ่มเฟือยเริ่มกลับมา ยอดขายสูงขึ้นมาก รวมถึงคนใช้จ่ายกับการท่องเที่ยว สันทนาการต่างๆเพิ่มขึ้น
บริษัทที่ใช้วัตถุดิบจากสินค้าโภคภัณฑ์
เราจะแบ่งสินค้าโภคภัณฑ์เป็น 2 ประเภทหลักๆ
1.Soft commodities คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มนุษย์สามารถผลิตได้ จะเป็นสินค้าภาคการเกษตรกรรม เช่น ข้าว, น้ำตาล, วัวควาย, เป็ดไก่, หมู, ถั่วเหลือง, ขนสัตว์, ยางพารา, น้ำมันปาล์ม, ฝ้าย, ข้าวโพด, กาแฟ เป็นต้น
2.Hard commodities คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มนุษย์ไม่สามารถสามารถผลิตเองได้ ต้องขุดหามาจากใต้ดิน เช่น น้ำมันดิบ, ทอง, โลหะเงิน, ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม (เช่น กลุ่มปิโตรเคมี Paraxylene, Benzene, Ethylene เป็นต้น), สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น ค่าการกลั่น, เหล็ก, ถ่านหิน เป็นต้น
ความสำคัญในการแบ่งประเภทของสินค้าโภคภัณฑ์คือ ทำให้เราเข้าใจที่มาของสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลต่อการเข้าใจรอบวัฎจักรจากอุปสงค์-อุปทาน การใช้เวลาในการสร้างอุปทานสินค้าใหม่ และลงทุนด้วยความเข้าใจมากขึ้น
หุ้นขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นหุ้นเติบโตในตัวเดียวกัน?
(ผมจะเรียกว่า...หุ้นโภคภัณฑ์เติบโต)
เนื่องจากผมเป็นนักลงทุนหุ้นเติบโต ผมจะมองประเด็นการเพิ่มของปริมาณการผลิต, ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นที่มาจากปริมาณการขายที่เพิ่ม (Volume เพิ่ม) นอกเหนือจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น (Price)
เมื่อนักลงทุนไม่มั่นใจในเงิน US ดอลล่าร์จะเข้ามาซื้อสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อปกป้องไม่ให้มูลค่าเงินสูญหายไป
การตอบสนองของราคาหุ้น ราคาหุ้นที่รับข่าวอย่างรวดเร็วดดยมากราคาจะสูงเกินกว่าจะเข้าซื้อ ดังนั้นการประเมินรอบใหญ่ให้ออกล่วงหน้าจะทำให้ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าซื้อหลังข่าวออกอาจจะไม่ทันเวลาและถึงขั้นขาดทุนได้
Economy of scale คือ barrier อย่างหนึ่ง ที่จะทำให้คู่แข่งเข้ามาได้ยาก
- หุ้นที่ตลาดมีการเติบโตปานกลางถึงสูง และมี barrier to entry สูง มีโอกาสเป็น super stock สูง
-หุ้นที่มีอำนาจต่อรองกับลูกค้าสูง จะมีความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า เช่น ร้านอาหาร (แต่เมื่อต้นทุนลง ก็ไม่ลดราคาขาย)
Community mall แทนตึกแถว โชว์ห่วย
การวิเคราะห์ Working Cap
- บริษัทส่วนใหญ่ จะมี เจ้าหนี้การค้า < ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ
- บริษัทที่มี เจ้าหนี้การค้า > ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ (เช่น cpall) มักเป็นบริษัทที่ขายเงินสด มีอำนาจต่อรอง supplier สูง ไม่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ย และจ่ายปันผลได้ดี
หุ้นที่จะเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ย
1)โตมากกว่า GDP (GDP+เงินเฟ้อด้วย = 4% + 3% = โตมากกว่า 7%)
- หากลูกค้ามีรายได้เพิ่ม จะใช้สินค้าเพิ่ม คนไม่เคยใช้ก็จะซื้อเพิ่ม
- มักเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต สุขภาพ สินค้าที่มีคุณภาพ
- สินค้าบางอย่าง คนรวยมากขึ้นแต่ใช้เท่าเดิม เช่น สบู่ แช
People, service mobility การเดินทางที่ถูกลง สังเกต ตั๋วเครื่องบินไม่ค่อยขึ้นราคา คงที่หรือลดลงตลอด
การวิเคราะห์ค่าเสื่อมราคา
- ค่าเสื่อม 3 ประเภท 1.ตัดค่าเสื่อมหมดซื้อใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ แม่พิมพ์ 2.ตัดค่าเสื่อมหมดยังใช้ได้ระยะหนึ่ง เช่น เรือ รถยนต์ สวนตกแต่งร้านค้า และอาจต้องมีค่าซ่อมแซมด้วย 3.ตัดค่าเสื่อมหมดยังใช้ได้อีกนาน เช่น อาคาร
- ถ้าเรารายได้มากกว่า 30000 บาท/เดือน ยิ่งมากเท่าไหร่ เราจะห่างจากคนส่วนใหญ่มากเท่านั้น มันต้องซื้อรถบ้าน
S&P อาหารงั้นๆ ไปกิน coffee beans ดีกว่า (ร้านที่ขยายสาขาได้มาก ไม่จำเป็นต้องทำสินค้าที่ดีที่สุด แต่ทำให้เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ และสามารถบริหารจัดการได้ไม่ยากจนเกินไป)
- singer มีคนใช้ด้วยหรอ
- การซื้อหุ้น เราต้องศึกษาจากพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่จากพฤติกรรมของเราและคนรอบข้าง
แนวโน้มของความสม่ำเสมอของกำไร หุ้นบางตัวอาจจะมีกำไรดีเพียงปีใดปีหนึ่งหรือชั่วครั้งชั่วคราว และมีผลการดำเนินงานย้อนหลังไม่สม่ำเสมอ เช่น บางปีกำไรน้อย บางปีกำไรมาก หรือบางปีขาดทุน บางปีกำไร หุ้นประเภทเหล่านี้มีคุณภาพของกำไรต่ำครับ หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นวัฎจักร ที่มีผลการดำเนินงานขึ้นลงตามรอบของราคาผลิตภัณฑ์ หรือเป็นหุ้นที่มียอดขายแปรผันตามเศรษฐกิจมากๆ หรืออาจจะเป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูง เช่น หุ้นที่ต้องใช้แร่ธาตุเป็นสัดส่วนสูงในการผลิต หรือหุ้นการเกษตรที่กำไรในแต่ละปีมีความสัมพันธ์กับราคาวัตถุดิบ ดินฟ้าอากาศ หรือโรคระบาด หุ้นเหล่านี้ถือว่ามีคุณภาพของกำไรต่ำครับ
อย่างไรก็ตามให้ระวังเรื่อง mkt share หากมากเกินไปอาจจะจำกัดการเติบโตได้ เช่น หากตลาดโตน้อย คือปีละ 5% และหุ้นที่เราดูมี mkt share 60% ก็หมายความว่าหุ้นตัวนั้นมีการเติบโตจำกัด เพราะการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดมากกว่านี้อีกได้ไม่เท่าไหร่ และมีโอกาสที่เสีย mkt share หากมีการแข่งขันมากขึ้น แต่หาก mkt share 60% แต่ตลาดโตสูงมาก เช่น 20-30% หุ้นดังกล่าวจะกลายเป็นตรงกันข้ามคือเป็นหุ้นที่น่าสนใจมาก เพราะการมี mkt share สูงมากทำให้มีความได้เปรียบคู่แข่งอย่างมาก ดังนั้นแค่โตตามตลาดก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้น หากเราเจอหุ้นที่ธุรกิจมีการเติบโตสูง และมี gross margin สูงมาก และรู้สึกว่าคู่แข่งเข้ามาได้ไม่ยาก ให้ระวังว่าหุ้นเหล่านี้จะเป็นหุ้นที่จะมีกำไรลดลงได้มากในปีต่อๆไป ยกตัวอย่างเช่นหุ้น GMMM และหุ้น Q-CON โดยเฉพาะหุ้น GMMM เป็นหุ้นที่สอนให้ผมถึงบทเรียนดังกล่าว เพราะธุรกิจวิทยุมี GMMM เป็นผู้นำตลาด แต่พอรายใหม่ๆเข้ามาแข่งขันก็ทำให้ตลาดเป็นการแข่งขันสูง และ margin ลดลงอย่างรวดเร็ว
การใช้ P/E ในภาวะผิดปกติต้องระวัง เช่น ในช่วงเศรษฐกิจซบเซา หรือบริษัทกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เพราะพีอีมักให้ภาพที่บิดเบือน ตัวอย่างเช่น บริษัท ABC ในยามปกติมี Net Margin 3% พีอี 10 เท่า แต่เมื่อเกิดเศรษฐกิจซบเซาทำให้ Net Margin ลดลงชั่วคราวเหลือ 1% (แต่รายได้คงที่) สมมติว่าตลาดกดราคาหุ้นลง 30% พีอีใหม่จะกลายเป็น 21 เท่า ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าแพงอย่างมาก
1. บริษัทขายสินค้าที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือไม่?
แต่ละอุตสาหกรรมมีวงชีวิตของมันอยู่ อุตสาหกรรมเหล็กมีอายุนับหลายร้อยปี และนานครั้งกว่าที่จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมนี้ เหล็กก็คือเหล็ก มนุษย์ชาติยังต้องบริโภคเหล็กหน้าตาแบบเดิมๆไปอีกนาน การเปลี่ยนแปลงมักเป็นแบบทีละนิดเล็ก บริษัทปรับตัวตามได้ง่าย ไม่ใช่แบบหน้ามือเป็นหลังมือ ล้างไพ่ใหม่หมด
ในขณะที่ ธุรกิจบันเทิง ต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะรสนิยมและสื่อสมัยนิยมเปลี่ยนไปตลอดเวลา ในแง่นี้ ธุรกิจเหล็กย่อมเหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าธุรกิจบันเทิง เพราะธุรกิจของบริษัทมีโอกาสที่จะล้มหายตายจากไปได้ยากกว่า
ทุกธุรกิจจะมีบางสิ่งบางอย่างทำให้เกิด “เพดาน” การเติบโตของรายได้เสมอ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว การมองให้ออกว่าเพดานรายได้ของธุรกิจนั้นคืออะไรจะช่วยทำให้เราประเมินขนาดของ Upside ของธุรกิจนั้นได้ดีขึ้น
ลองดูจำนวนบริษัทที่อยู่ในตลาดปัจจุบันว่ามีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีมากเป็นกองทัพมดเลย ก็น่าเป็นห่วง ถ้ามีแค่ 2-3 เจ้า ทั้งปีทั้งชาติก็มีอยู่แค่นี้ แสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างกันไม่ให้เจ้าใหม่เข้ามาได้ง่ายๆ แบบนี้ดี หรือลองสังเกตว่าคู่แข่งทุกรายกำไรหมด แสดงว่าอุตสาหกรรมนี้ดี เข้ามาได้ก็กำไรแล้ว แต่ถ้าบางรายกำไร บางรายขาดทุน แสดงว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ค่อยดี
บริษัทยังแสวงหาการเติบโตอยู่เรื่อยๆ หรือว่าอยู่ในโหมดประคองตัว จ่ายเงินเดือน จ่ายปันผล ไปเรื่อยๆก็พอ แต่ละปีบริษัทมีอะไรใหม่ออกมาให้เห็นบ้าง หรือว่าไม่มีเลย โปรเจ็คเพิ่มรายได้ของปีนี้คืออะไร บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่าอะไร ที่สำคัญ ลอง track อดีตว่า บริษัทเคยตั้งเป้าหมายไว้แล้วสามารถทำได้ใกล้เคียงบ่อยแค่ไหน การตรวจสอบผลงานในอดีตเป็นวิธีที่ดีกว่าการใช้ความรู้สึกตัดสินผู้บริหาร หรือฟังข่าวลือต่างๆ ที่สำคัญ ขนาดของหุ้นไม่ได้บ่งบอกวัฒนธรรมหรือโอกาสในการเติบโต
เข้าซื้อหุ้น” ขอให้ยึดหลักการว่า ธุรกิจจะมีมูลค่าขึ้นขึ้นอยู่กับอนาคต..ไม่ใช่อดีต
Notice More’ – โอกาสเกิดจากการสังเกต
– อีกสาเหตุที่ไม่สน P/E ก็เพราะว่า หุ้นที่ดีจะมี demand อยู่เสมอ และคนที่ถือหุ้นอยู่ก็มักจะไม่รีบขายหุ้นออกมา โดยเฉพาะกองทุนที่จะอมหุ้นดีไปเรื่อยๆ เมื่อ supply มีจำกัด แต่มี demand ใหม่เข้ามาอยู่ตลอด ราคาหุ้นจึงยังขึ้นไปได้แม้ว่า P/E จะสูงแล้วก็ตาม และถ้าลองสังเกตหุ้นในตลาดที่พัฒนาแล้ว หุ้นธุรกิจดีๆ-หุ้นที่เติบโตสูง ราคาหุ้นจะไม่มีทางถูก ถ้าไม่เกิดวิกฤตรุนแรงซึ่งนานๆจะมีซักครั้ง
“ความลับทั้งหมดทั้งมวลของการประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นก็คือ การขาดทุนให้น้อยที่สุดในเวลาที่คุณคิดผิด
และเนื่องจากตลาดมักจะเคลื่อนที่สวนทางกับความคิดของคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ ผมสามารถบอกได้ว่า 95% ของสิ่งที่คุณได้ยินจากรายการทางโทรทัศน์นั้นมาจากความเห็นส่วนตัว
ซึ่งสำหรับผมแล้ว ความเห็นส่วนตัวนั้นแทบจะไร้ค่าอยู่เสมอในตลาดหุ้น ‘ข้อเท็จจริง ราคา และตลาด’ มีความน่าเชื่อถือกว่าความคิดเห็นพวกนั้นมาก”
- William O’neil -
สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อุตสาหกรรมใดจะเติบโตได้ต้องอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม
ดังนั้นแม้สินค้าและบริการดีแค่ไหน..แต่ถ้าสภาพแวดล้อมโดยรวมไม่เอื้ออำนวยธุรกิจและอุตสาหกรรม ธุรกิจก็ไม่สามารถจะอยู่รอดและเติบโตได้
แม้สินค้าและบริการดีแค่ไหน..แต่ถ้ามีสินค้าและบริการที่ทดแทนความต้องการในระดับที่เหนือชั้นกว่า ธุรกิจและอุตสาหกรรมเดิมก็ไม่สามารถอยู่รอดและเติบโตได้
ในอนาคตอันใกล้ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เช่น การสื่อสารคมนาคนที่เร็วขึ้นจากการเกิดของ 3G และเครือข่ายอินเตอร์เนตความเร็วสูง, การเกิดของ AEC (Asian economic community) เขตเศรษฐกิจอาเซียน, การเกิดของรถไฟฟ้าความเร็วสูงจากประเทศจีน, ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในทวีปยุโรป, ความแปรปรวนของภูมิอากาศ ปัจจัยสภาพแวดล้อมในทางเศรษฐกิจต่างๆที่ยกขึ้นมานี้...อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้มีการล้มหายตายจากของธุรกิจในบางอุตสาหกรรม อาจเกิดการล้มหายตายจากของบางธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะเติบโต อาจจะเป็นปัจจัยในการรุ่งเรืองของธุรกิจในบางอุตสาหกรรม อาจเกิดความรุ่งเรืองเติบโตของบางธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ดูเหมือนจะโตได้ช้าลง...
นั่นคือ...1) บริษัทนั้นจะต้องมีความต้องการสินค้าและบริการมากขึ้นเรื่อยๆในระยะยาว (แต่ไม่มีความต้องการไหนมากขึ้นตลอดไป...ยกเว้นปัจจัย 4 ที่อาจจะไม่หมดความต้องการแต่ความต้องการสามารถอิ่มตัวได้จากการแข่งขันผลิต supply จนล้นเกินความต้องการไปมาก) 2) บริษัทนั้นจะต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ในหลายรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น บริษัทหนังสือ เมื่อมีการเข้ามาของหนังสือบน tablet บริษัทหนังสือก็สามารถปรับตัวใช้ประโยชน์เติบโตตามได้ บริษัทที่ไม่ปรับตัวอาจจะลำบากขึ้น, บริษัทให้เช่า VDO เมื่อมีการเข้ามาของ CD DVD บริษัทที่ให้เช่าหนังก็สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์ตามได้ บริษัทที่ไม่ปรับตัวอาจจะลำบากขึ้น, บริษัททำมือถือ เมื่อมีการเข้ามาของอินเตอร์เนตและ social network บริษัทก็สามารถปรับตัวและใช้ประโยชน์เติบโตตามได้ บริษัทที่ไม่ปรับตัวทำแต่มือถือแบบเดิมๆก็อาจจะลำบาก เป็นต้น 3) มีความสามารถในการแข่งขันระยะยาว (DCA) เพราะเมื่อถึงจุดที่ต้องแบ่งเค้กกัน บริษัทที่มีความสามารถจุดเด่นที่เหนือกว่าคือบริษัทที่อยู่รอด
นักลงทุนเหล่านี้คือบุคคลที่มีคุณสมบัติอยู่รอดและเติบโตในทุกสภาพแวดล้อมได้ พวกเขาหลายคนถูกเรียกว่าเป็นเซียนตัวจริง
เพราะคนที่เหลือรอดในระยะยาวที่ผ่านทุกสภาพแวดล้อมคือคนที่มีคุณภาพ คนที่ไม่มีคุณภาพจะทยอยออกจากตลาดไป
จุดสำคัญคือพยายามมองหา "บริษัท" ที่ธรรมชาติคัดเลือก และพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของ "นักลงทุน" ที่ธรรมชาติคัดเลือก เพื่อที่เราเองจะได้ไม่ไปอยู่ในกลุ่มที่จะสูญพันธุ์ครับ
บริษัทที่จะอยู่รอดในระยะยาวได้ต้อง 1) อยู่ในอุตสาหกรรมที่มี demand สูงขึ้นเรื่อยๆ ในระยะยาว 2) รู้จักปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อม 3) มีจุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง ...นี่คือสิ่งที่ MIB กล่าวไว้ และเป็นคุณสมบัติของหุ้นที่เราควรมองหาหากต้องการเป็นนักลงทุนระยะยาว
ตามทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ บริษัทที่อ่อนแอน่าจะตกอยู่ในสถานะ "แพ้คัดออก"
ลองนึกดูครับว่ามีอุตสาหกรรมไหนบ้างมั๊ยที่บริษัทผู้นำไล่กินส่วนแบ่งตลาดของคู่แข่งอย่างไม่ลดละ โดยที่คู่แข่งแทบไม่มีโอกาสสู้ได้เลย
อย่าลืมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรา "คัดเลือก" ในสิ่งที่ธรรมชาติ "ไม่ได้คัดเลือก" เมื่อนั้นก็จะเป็นหายนะของเรา
หากตลาดหุ้นเป็นระบบปิด คือ ไม่มีการเทเงินเข้าหรือดึงเงินออก ตลาดควรเต็มไปด้วยนักลงทุนเก่งๆ และแมงเม่าก็ควรหมดไป แต่ในความเป็นจริง แมงเม่าจำนวนมากมีรายได้หลักมาจากทางอื่น เช่น เงินเดือน เงินจากธุรกิจ ฯลฯ แมงเม่าจึงไม่เคยตายไปจากตลาดจริงๆ แต่กลับไปขนเงินจากที่อื่นมาลงในตลาดต่อ ทำให้ตลาดหุ้นยังคงเป็นสวรรค์ของนักลงทุนชั้นเซียนต่อไป
No comments:
Post a Comment